FEATURES

สัมภาษณ์ “อาจารย์เจษฎ์” ผู้กล้าท้าชนกับสิ่งที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์

Date: 2016-02-01 19:02:14

นั่งคุยกับ รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดัง ผู้กล้าออกมาท้าชนกับสิ่งที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ต่างๆ เรื่องนี้คุณต้องอ่าน!

สัมภาษณ์ “อาจารย์เจษฎ์” ผู้กล้าท้าชนกับสิ่งที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์

เรื่อง: ศุภชัย ปิยะวงศ์ลาวัลย์
ภาพ: จิระศักดิ์ อิทธิชัยพิมล

อะไรทำให้คุณออกมาโต้แย้งเรื่องราว ต่างๆ ที่มีการแชร์ใน Facebook?
จริงๆ มันเป็นความต่อเนื่อง โดยย้อนไปหลายปีก่อนผมเคยออกมาพูดเรื่องเกี่ยวกับเครื่องตรวจระเบิด
ที่มันใช้ไม่ได้ หลังจากนั้นมีประเด็นทางสังคมเล็กๆ น้อยๆ เคยมีเรื่องโรงเรียนที่สอนให้เด็กมีพลังจิตได้ แล้วตอนนั้นผมเล่น Pantip ในห้องวิทยาศาสตร์ มาเรื่อยๆ จนมา 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ผมเพิ่งเล่น Facebook เป็น พอมีประเด็นที่เค้าแชร์กันมาเราก็เลยเริ่มเข้าไปตอบว่า เรื่องไหนจริงหรือไม่จริง ก็มีคนเริ่มถามเข้ามามากขึ้น

คุณเริ่มต้นออกมาโต้แย้งเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่ตอนไหน? 
เรื่องแรกก็คือ เครื่องตรวจระเบิด เพราะตอนนั้นคนเชื่อกันมากเลยว่ามันใช้หาวัตถุระเบิดได้ หายาเสพติดได้
แล้วเราก็เข้าไปใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์อธิบายว่าจากลักษณะของเครื่องหรือศักยภาพเครื่องว่าข้างในมันไม่มีอะไรเลย แสดงว่ามันหลอกแน่ๆ

คุณหาข้อมูลมาโต้แย้งเรื่องราวต่างๆ จากไหน? 
ผมว่าเดี๋ยวนี้ง่ายนะ เพราะเราอยู่ในยุคที่ข้อมูลมันหาได้ง่ายกว่าเมื่อก่อนเยอะ เรามี Google หรืออุปกรณ์ที่ใช้ค้นหาข้อมูลต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต เพียงแต่สำคัญที่เราต้องแยกแยะให้ได้ว่าข้อมูลไหนน่าเชื่อถือ แล้วเมื่อเราเข้าไปแย้งแล้วเราก็ให้ลิงค์เค้าไปศึกษาต่อ

แล้วเช็คได้ยังไงว่ามันน่าเชื่อถือพอที่จะนำมาหักล้างได้?
พื้นฐานเลยเราต้องหาว่าแหล่งข้อมูลไหนน่าเชื่อถือ เราจะพบว่าเรื่องเดียวกันจะมีข้อมูลหลอกๆ 
อยู่เยอะเต็มไปหมดเลย โดยเฉพาะต้นเรื่องที่แชร์มา เช่น กินไอ้นี่แล้วตาย จะมีการแชร์เยอะมาก ทีนี้ก็จะมีหลายเว็บที่สร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายเรื่องพวกนี้ว่ามันจริงไม่จริง ซึ่งผมจะค้นหาข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษเพราะเรื่องส่วนใหญ่มักจะมาจากต่างประเทศ พอเราหาไปปุ๊บมันก็จะเริ่มรู้แล้วว่าไอ้ที่เค้าแย้งพวกนี้เค้าเฉลยไว้ว่าอย่างไรบ้าง หรือในบางเรื่องที่ไม่มีเฉลยแต่เป็นเรื่องในทางวิทยาศาสตร์ เราก็ต้องพยายามมองว่าแหล่งข่าวน่าเชื่อถือแค่ไหนเช่นเป็นสำนักข่าวจริงๆ อย่าง BBC CNN หรือไม่ นอกจากนั้นต้องดูว่าข้อมูลนั้นอ้างอิงจากที่ไหน เชื่อถือได้มากแค่ไหนเป็นต้น

คิดว่าคนไทยเชื่อคนง่ายไปไหม?
เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นทั่วโลกไม่ใช่แค่เฉพาะคนไทย เพราะแนวของโซเชียลมีเดียมันทำให้เราอ่านข้อมูลน้อยลง เมื่อก่อนเป็น Forward Mail เนื้อหายาวๆ พอมาเป็น Facebook เนื้อหาก็เริ่มสั้นลงฉะนั้นมันเหมือนเราโดนชักนำให้ไม่สนใจที่มาของข้อมูลเท่าไรนัก แต่สนใจสีสันมากกว่า ทำให้เราอยากแชร์โดยที่ไม่อ่านรายละเอียด ซึ่งเมื่อเราไม่อ่านรายละเอียดก็ไม่รู้ว่าเรื่องจริงคืออะไร 

เพราะอะไรคนไทยจึงยังหลงเชื่อในสิ่งงมงายที่พิสูจน์ไม่ได้?
เพราะเมื่อก่อนไม่มีคนพิสูจน์ให้เห็น เพราะเราปล่อยวางเรื่องแบบนี้มานาน แต่ตอนนี้เรามีการพิสูจน์
มากขึ้นเหมือนเร็วๆ นี้ที่มีหลวงพ่อออกมาฉีดน้ำแล้วออกมาเป็นเหมือนรอยพญานาคก็ช่วยให้คนหลงเชื่อ
สิ่งแบบนี้น้อยลง

คิดว่าการที่คุณออกมาแย้งในสิ่งที่คนอื่นเชื่อ จะมีคนเกลียดคุณเยอะกว่าเดิมไหม?
มันก็มีอยู่แล้วครับเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมเชื่อว่า ‘เวลา’ จะพิสูจน์ได้ว่าอะไรคือความจริง

เรื่องไหนที่คุณโดนโจมตีหนักสุดและโดนโจมตีอย่างไร?
มันพูดยากเพราะแต่ละครั้งแต่ละเรื่องมันก็แตกต่างกันออกไปอย่าง GT200 ค่อนข้างเด่นเพราะว่าตอนนั้นอยู่ๆ ผมก็โผล่มาเป็นใครก็ไม่รู้ ไม่มีใครรู้จักเลยแล้วออกมาแย้งกับองค์กรที่ใหญ่มากระดับชาติ หรือมี
นักวิชาการฝั่งเค้าที่เป็นที่รู้จักทั้งประเทศ กระแสจะเป็น ‘คุณอยากดังเหรอ? คุณเป็นใคร? ไม่รักชาติหรอ?’ เป็นต้น ซึ่งโดนแค่ขู่แบบนี้ก็ไม่คิดอะไรมาก 

จากการที่ทุกวันนี้ Social Mediaมีอิทธิพลมากขึ้น คุณมองว่าเป็นช่องทางให้ข้อมูลผิดๆ ออกมาเยอะขึ้นไหม?
ผมว่ามันเป็นดาบสองคม แต่ผมมองว่าด้านที่ดีมีมากกว่าเยอะ เพราะ Social Media มันมีประโยชน์มากเหตุการณ์เกิดขึ้นปุ๊บเราก็รู้ปั๊บไม่ต้องรอหนังสือพิมพ์ตีข่าวในวันถัดไป แต่ด้านไม่ดีก็มีเพราะมันกลายเป็นเครื่องมือใหม่ๆ ที่ให้คนที่เคยเล่นกับเรื่องพวกนี้ใช้ได้มากขึ้น หน้าที่ผมก็คือให้ข้อมูลแย้งข้อมูลผิดๆ พวกนี้

เรื่องไหนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า เฮ้ย!...ยังมีคนแชร์เรื่องนี้อยู่อีกเหรอวะ?
อันนี้ต้องบอกว่าทุกเรื่อง และผมไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะเดี๋ยวสักพักมันก็กลับมาอีกเช่น มะนาวโซดารักษามะเร็ง ที่ยังมีคนถามอยู่เรื่อยๆ 

ส่วนหนึ่งที่คนยังหลงเชื่อ มะนาวโซดารักษามะเร็งได้ มากกว่า นาซ่าเคยไปดวงจันทร์ เป็นเพราะการศึกษาบ้านเราไหม ?
ผมมองว่าเพราะคนไทยชอบสีสันมากกว่าอย่าง มะนาวโซดารักษามะเร็งได้ มันดูมีสีสันที่จะทำให้คนเชื่อ เพราะเวลาที่หมอเค้าออกมาแย้งมันฟังดูยากเกินไป คนฟังเค้าก็ไม่เข้าใจจึงเลือกไปเชื่อเรื่องพวกนี้แทน 

แล้วเรื่องไหนที่คุณรู้สึกว่าเรื่องนี้คุณจะไม่ยุ่ง?
การเมือง กับ ศาสนา เราเข้าไปแตะมากก็ไม่ได้ แต่จริงๆ เราควรยุ่งกับทุกเรื่องเพราะการเมืองกับศาสนาก็อยู่รอบตัวของเรา มันน่าจะสามารถเข้าไปพูดได้

เรื่องไหนที่คุณไม่ถนัด หรือไม่มีข้อมูลในการโต้แย้ง ?
วิทยาศาสตร์สาขาที่ผมไม่ถนัดเช่น ฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์ 

คำถามสุดท้าย... ว่ากันว่า  ‘การช่วยตัวเองจะทำให้ตาบอด’ คุณจะโต้แย้งว่าอย่างไร ?
ถ้ามันเป็นจริงผมว่าผู้ชายทั้งโลกคงตาบอดไปแล้ว (หัวเราะ) เพราะมันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ
ขนาดลิงตัวผู้ยังทำเลย

UPDATE