AUTOS

Dodge Challenger SRT 2015 : มัสเซิ่ลคาร์ฟื้นคืนชีพ!

Date: 2015-10-30 11:38:00

Challenger 2 รุ่นพิเศษได้รับการออกแบบและรีเอนจิเนียร์ใหม่หมด เพื่อให้เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพเหนือคู่แข่งในตลาด และเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยี

Dodge Challenger SRT 2015 : มัสเซิ่ลคาร์ฟื้นคืนชีพ!

Words : Chaluck chuaychoo

Challenger 2 รุ่นพิเศษ แบ่งเป็น  SRT 392 และ Dodge Challenger SRT Hellcat ทั้งหมดได้รับการออกแบบและรีเอนจิเนียร์ใหม่หมด เพื่อให้เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพเหนือคู่แข่งในตลาดและเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีกับเครื่องยนต์วี8 อันทรงพลัง หัวใจสำคัญของ 392 คือ เครื่องยนต์ขนาด 6.4 ลิตร HEMI แบบไร้ระบบอัดอากาศ สามารถเบ่งพลังได้มากถึง 485 แรงม้า แรงบิด 475 ปอนด์-ฟุต ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด หรือแมนนวล 6 สปีด เกียร์บ็อกซ์


ส่วนขุมพลังรุ่นพิเศษ Hellcat ความจุ 6.2 ลิตร อัดอากาศโดยซูเปอร์ชาร์จ ให้พลังระดับ 600 แรงม้า นับว่าสูงสุดในกลุ่มเครื่องยนต์วี8 ของไครสเลอร์ HEMI ในเครื่องยนต์วี8 นับเป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ของ Dodge กับ SRT ที่ร่วมกันนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ใส่ลงไปจนได้เครื่องยนต์ ระดับพรีเมี่ยม เครื่องยนต์ 6.4 ลิตร HEMI เป็นบล็อกพิเศษของ SRT ที่พร้อมประจำการใน Dodge Challenger SRT เวอร์ชั่น 2015 แม้ตัวถังดูคล้ายเดิม แต่ระบบแอโร่ไดนามิกส์ดีกว่าเดิมจาก 0.356 เป็น 0.337 และวางเลย์เอาต์แนวท่อไอเสียยิงตรงจากกลางสู่ท้าย จนได้กำลังมากขึ้น 26% เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์วี8 5.7 ลิตร รุ่นก่อน พร้อมกับให้รอบการใช้งานที่กว้างขึ้น

ช่วงล่างใช้โช้กอัพยี่ห้อ Bilstein สเปก high performance ลดความสูงลงครึ่งนิ้ว เพื่อการเข้าโค้งและตอบสนองดีขึ้น นับเป็นรถที่บังคับควบคุมดีเยี่ยม ด้านระบบเบรกใช้เบรมโบ 4POT ขนาดจานเบรกหน้า 14.2 นิ้ว และหลัง 13.2 นิ้ว ช่วยระยะเบรกจาก 96-0 กม./ชม. หยุดนิ่งภายในระยะ 117 ฟุต ส่วนล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 20 นิ้ว หน้ากว้าง 8 นิ้ว 

ระบบเกียร์สะดวกสบายด้วย ชิฟเตอร์ TorqueFlite แบบ 8 สปีด เพิ่งนำมาติดตั้งเป็นครั้งแรกให้กับเครื่องยนต์ 3 รุ่นใน Dodge โดยออกแบบด้ามเป็น T-grip แม้เป็นไฟฟ้าแต่ก็ออกแบบให้รู้สึกเหมือนกับด้ามเกียร์กลไกมากกว่า ในโหมดสปอร์ต การชิฟท์เกียร์จะใช้เวลาเร็วขึ้น 40% ส่วนระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้า (EPS) ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพและแฮนด์ลิ่งดีขึ้น พร้อมกับมีตัวช่วยปรับน้ำหนักตามสภาพถนน ส่วนโครงสร้างเพลาเป็นอะลูมิเนียมหล่อนำมาใช้แทนเหล็กเพื่อช่วยลดน้ำหนัก


การออกแบบตัวถังในรุ่น Challenger ระหว่างปี 2008-2014 เน้นที่การคงภาพลักษณ์เหมือนรุ่นเริ่มต้นปี 1970 แต่โมเดลล่าสุด 2015 Dodge ได้ออกแบบให้ด้านหน้าเหมือนรุ่นปี 1971 และด้านท้ายเหมือนรุ่นปี 1972 ฝากระโปรงหน้าดุดันด้วยสกู๊ปดักลมตรงกลางพร้อมตะแกรง ส่วนกระจังหน้าออกแบบแยกซ้าย-ขวาบนพื้นเดียวกันต่างจากรุ่นปี 2014 นับเป็นอีกส่วนที่ได้รับอิทธิพลจากรุ่นปี 1971 จุดเด่นสะดุดตาเป็นไฟหน้าโปรเจกเตอร์ทรงกลมข้างละคู่ พร้อมของวงแหวนส่องแสง 

ส่วนไฟหน้าขวารุ่น HELLCAT ถอดออกแทนที่ด้วยท่อดักอากาศเข้าเพื่อความแรง สปอยเลอร์หน้าเน้นความกว้างของตัวถังสอดรับกับไฟตัดหมอกมุมกันชนล่างซ้าย-ขวา Dodge Challenger รำลึกความคลาสิกของรุ่นปี 1971 ด้วยการออกแบบไฟท้ายทรงวงรีแอลอีดี 


ผู้ออกแบบรถรุ่นนี้ได้พยายามใส่เทคโนโลยีสมัยใหม่ผสานกับสาระสำคัญจากรุ่นปี 1971 โดยภายในห้องโดยสารจัดตำแหน่งค็อกพิทให้ผู้ขับใช้งานได้สะดวก มาตรวัดความเร็วและอื่นๆ รูปทรงออกแบบเป็นแนวเรโทร ย้อนอารมณ์วันวานได้ดี แผงคอนโซลออกแบบอย่างโดดเด่น เพียบพร้อมไปด้วยสารพัดปุ่มทั้งควบคุมวิทยุและระบบปรับอากาศ 

แม้ช่วงหลังกระแสความนิยมในมัสเซิ่ลคาร์ดูซบเซา อาจเป็นเพราะการออกแบบในระยะหลังๆ ไม่โดนใจคนยุคใหม่และก็ไม่ได้ใจคนยุคเก่า ประกอบกับเครื่องยนต์บล็อกใหญ่ขนาดเกิน 5 ลิตร ที่สูบเชื้อเพลิงมากกว่ากิน ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้น เศรษฐกิจผันผวน ทำให้ความนิยมในมัสเซิ่ลคาร์รุ่นใหม่ทดถอยเรื่อยๆ Challenger SRT 2015 สามารถดึง DNA ในรุ่นเก่านำมาคลุกเคล้าใหม่ ผสานกับเทคโนโลยีอันทันสมัย จึงทำให้ Dodge Challenger SRT เวอร์ชั่นปี 2015 เป็นรถสปอร์ตสไตล์อเมริกันที่ดูเด่นและสวยอย่างแตกต่าง ผนวกกับความแรงระดับ 485 แรงม้า น่าจะเป็นการปลุกกระแสมัสเซิ่ลคาร์ให้กลับมามีสีสันในวงการรถยนต์ยุคใหม่อีกครั้ง

UPDATE